Friday, May 16, 2008

นักวิชาการอมาตยา ภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย

สองบทความที่ต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ภาคประชาชน

บทความที่ 1
คอลัมน์เป็นประชารัฐ จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ 9 ฉบับที่ 2288 ประจำวัน ศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2008
บทความโดย อัคนี คคนัมพร

นักวิชาการนิเทศศาสตร์
นางพิรงรอง รามสูตร รณะนันท์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จะเป็นคนอายุรุ่นราวคราวไหนผู้เขียนไม่เคยรู้จัก ..แต่ทาง รมต.จักรภพ เพ็ญแข แถลงเรื่องจะ
กำกับดูแลไม่ให้สื่อภาครัฐทำตัวเป็นสมุนเผด็จการคอยทอดสะพานให้ทหารยึดอำนาจ โดยอ้าง
จะลงโทษทางวินัย นางพิรงรองที่ว่านี่แหละก็ออกมาแถลงตอบโต้เป็นรายแรกๆแทนนักวิชาการ
ทั้งหลาย นางพิรงรองบอกว่าสื่อมวลชนต้องทำหน้าที่เป็นสุนัขเฝ้าบ้านตรวจสอบรัฐบาลที่แม้จะ
มาตามระบอบประชาธิปไตยแต่ทำตัวประหนึ่งทรราชเหมือนกัน ซึ่งหากนายจักรภพกำกับไม่ให้
สื่อของรัฐดำเนินการตามสิทธิเสรีภาพก็ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 ที่ผู้สื่อข่าวของรัฐควร
ได้รับความคุ้มครองในการทำหน้าที่เท่ากับผู้สื่อข่าวในสำนักข่าวเอกชนเช่นกัน ดังนั้น สื่อก็ต้อง
มีสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออก และนายจักรภพเองก็เคยเป็นสื่อน่าจะรับทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี
“ที่นายจักรภพกังวลว่าสื่อของรัฐจะเขียนเชียร์ให้มีการปฏิวัตินั้น ไม่ว่าสื่อมวลชนจะยอมรับหรือ
นิ่งเงียบ ไม่ได้เกิดเงื่อนไขที่จะปฏิวัติได้ แต่นายจักรภพ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทุกคน
ควรที่จะได้ทบทวนว่าได้สร้างเงื่อนไขอะไรที่นำไปสู่การรัฐประหารหรือไม่ อย่าทำตัวเป็นผู้สร้าง
เงื่อนไขเอง เพราะไม่มีใครอยากเห็นการปฏิวัติ เพราะประเทศบอบช้ำมามากแล้ว และขอแนะนำ
ให้รัฐบาลควรควบคุมดูแลตัวเองให้ดี”


ฟังคำให้สัมภาษณ์ของนักวิชาการนิเทศศาสตร์อย่างนางพิรงรองแล้ว
ก็เหมือนนั่งอยู่ในห้องเรียนฟังเลกเชอร์
เพราะเชื่อว่าจะพูดนอกห้องสอนหรือพูดในห้องสอน
นางพิรงรองก็คงต้องพูดอย่างนี้เหมือนกัน คือพยายามพูดให้มันเข้าหลักวิชาอันเป็นสากลเข้าไว้
พูดเมื่อไหร่ก็ถูกเมื่อนั้น ไม่ใช่พูดอีกก็ถูกอิฐ แต่ถึงอย่างนั้นผู้เขียนก็ยังต้องขอวิจารณ์ความเห็น
ของนางพิรงรองอยู่ดี เพราะเห็นว่าการพูดอิงสัจธรรมแบบนี้ในโอกาสนี้ดูจะเป็นการเอาเปรียบ
กันไปสักหน่อย ผิดลักษณะนักวิชาการผู้ควรทำตัวเป็นกลาง เท่าที่พูดมานี้ขอบอกว่าเป็นการ
หลอกด่ากันชัดๆ คือหมายความว่านางพิรงรองรู้อะไรดีๆทั้งหมด ไม่ใช่ไม่รู้ แต่อิงวิชาการ
มาแกล้งพูดด่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนฟรีๆ

ใครที่ไหนเขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าสื่อมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล เป็นสิทธิและเป็นเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ
รับรองไว้ แต่คนอย่างนางพิรงรองจะไม่รู้เชียวหรือว่าสื่อของรัฐกับสื่อเอกชนนั้นมีฐานะต่างกัน
อย่างน้อยคนที่เป็นสื่อรัฐต้องมีระเบียบวินัยกำกับอยู่ และวินัยที่ว่านั้นมีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า ต้องมี
ความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การที่ รมต.จักรภพเขาประกาศ
นโยบายเช่นนั้น เขาบอกอยู่ไม่ใช่หรือว่าจะคุมเข้มเรื่องระเบียบวินัยนั้นเอง
มิใช่ห้ามมิให้สิทธิเสรีภาพอย่างอื่น
แล้วจะมาตั้งข้อหาให้เลยเถิดไปถึงการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 ทำไม

อนึ่ง การออกมาอบรมสั่งสอนว่าสื่อของรัฐจะเขียนเชียร์หรือไม่เชียร์การปฏิวัติก็ไม่อาจก่อให้
เกิดรัฐประหารขึ้นได้ เพราะเหตุแท้จริงอยู่ที่การประพฤติ ปฏิบัติของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี
หากรัฐมนตรีไม่สร้างเงื่อนไขก็ไม่มีรัฐประหารนั้น ผู้เขียนเห็นว่าหากอาจารย์สอนวิชานิเทศศาสตร์
ไม่เชื่อในอำนาจอิทธิพลสื่อก็ควรเลิกสอน เลิกเรียนวิชานี้กันได้ อย่าเรียน อย่าสอนกันให้เสียเวลา
และเปลืองเงินเปลืองทองเลย ส่วนรัฐบาลนั้นตามธรรมดาก็มีทั้งดีและชั่วปะปนกัน เพราะประกอบ
ขึ้นด้วยคนหลายคน เป็นลูกร้อยพ่อพันแม่ ถ้าแม้นได้รัฐบาลดีก็ปล่อยให้บริหารประเทศไป แต่ถ้า
หากได้รัฐบาลชั่ว สร้างเงื่อนไขก็ควรหาทางเปลี่ยนรัฐบาลนั้นด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่กวัก
มือเรียกทหารให้มาทำรัฐประหาร การเรียกหารัฐประหารนั้นเท่ากับการไม่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของ
ประชาชน เป็นการยอมรับอำนาจอื่นว่าสูงส่งเหนืออำนาจประชาชน ไม่ใช่นักประชาธิปไตย

คนคิดอย่างนี้ถ้าเป็นสื่อก็เป็นสื่อเลว
ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ก็เป็นครูบาอาจารย์ที่เคารพกราบไหว้ไม่ได้


และถ้าจำไม่ผิดคนพวกนี้แหละที่ชอบสับโขกรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดย
ไม่ต้องแสดงหลักฐานความผิดและไม่ต้องให้เวลาทำงานพิสูจน์ฝีมือ ในทางตรงข้าม ถ้ามีการ
ยึดอำนาจตั้งรัฐบาลเผด็จการขึ้นมาก็จะเงียบเสียง ไม่คิดต่อสู้ ไม่รู้จักดื้อแพ่ง แข็งข้อก่อกบฏกับ
พวกผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ เฮ้อ!

Link to Thai E News Archive

บทความที่ 2
อาจารย์นิเทศน์ โปรดทราบ ! สื่อเชียร์รัฐประหาร ผิด กม.อาญา ขัด รธน.
บทความโดย จำปีเขียว
Re-published in Thai E News : May 14, 2008

ยังออกมาโวยวายกันไม่จบด้วยการใช้มุกเดิมๆ
คือกล่าวหาว่าเป็นการแทรกแซงคุกคามสื่อมวลชนกับกรณีที่ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
จักรภพแถลงว่าจะออกระเบียบห้ามสื่อของรัฐนำเสนอข้อมูลข่าวสารในลักษณะสนับสนุนการ
รัฐประหารทั้งทางตรงและทางอ้อม

จึงอยากประกาศให้ผู้ที่ออกมาโวยวายได้ทราบไว้ด้วยว่าการสนับสนุนการรัฐประหารถือเป็น
ความผิดต่อกฎหมายอาญาแผ่นดินมาตรา ๑๑๖ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า

“ผู้ใดกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็น
การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช่เพื่อแสดงความคิด
เห็นหรือติชมโดยสุจริต
(๑)เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลัง
ข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือ
(๒) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่
จะก่อความสงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(๓) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี ”

ล่าสุดนางพิรงรอง รามสูตร รณะนันท์ อาจารย์นิเทศศาสตร์ จุฬาได้ออกมาขู่ว่าระเบียบดังกล่าว
ขัดต่อมาตรา ๔๖ ในรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่ทราบว่าอาจารย์ได้อ่านรัฐธรรมนูญมาตรานี้หรือไม่


จึงขออนุญาตนำมาตรา ๔๖ มาอภิปรายที่ละวรรคตอน
เผื่อว่าจะทำให้นักวิชาการทางนิเทศศาสตร์ได้มีความเข้าใจในรัฐธรรมนูญมากกว่านี้

มาตรา ๔๖ บัญญัติไว้ว่า “ พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดง
ความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ...”

ความตอนนี้หมายความว่าสื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวและความคิดเห็นได้แต่ต้องไม่ขัด
ต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากสื่อไปนำเสนอข้อมูลข่าวสารในลักษณะสนับสนุนการรัฐประหารก็
ย่อมขัดต่อมาตรา ๖๘ ในรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากในมาตรา ๖๘ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า
“บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอัน
มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง
ประเทศโดยมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้”

การรัฐประหารเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยมิได้เป็นไปตาม
วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสื่อมวลชนรายใดก็ตามซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะสื่อของรัฐ
เท่านั้นนำเสนอข่าวและความคิดเห็นไปในทำนองสนับสนุนการรัฐประหาร..
ย่อมถือได้ว่าสื่อมวลชนนั้นใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอัน
มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

กลับมาที่ความในมาตรา ๔๖ กันต่อ ดังนี้
“...โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการ
นั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ....”

สำหรับความตอนนี้คงไม่ต้องอาศัยความรู้ทางกฎหมาย
แต่ความรู้ทางนิเทศศาสตร์น่าจะช่วยทำให้ตอบได้ว่าสื่อในระบอบประชาธิปไตยไปให้ข่าวหรือ
ออกความเห็นในทางยุยงส่งเสริมให้เกิดการรัฐประหารขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องตาม
จริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนที่ครูบาอาจารย์ทางนิเทศศาสตร์ได้อบรมสั่งสอนกันมาใช่หรือไม่ ?


Link to Thai E News Archive

Monday, May 12, 2008

ศัตรูผู้อยู่เหนือสามัญสำนึก

article : SIAM Freedom Fight
หลายปีที่ผ่านมา..
รัฐบาลของ พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มิได้ต่อสู้กับคนธรรมดา

ในกรอบคิดของมนุษย์ปกติ เป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถปักใจเชื่อว่า ยังมีการ
รัฐประหารในศตวรรษที่ 21 ในประเทศที่กำลังโดดเด่นและก้าวกระโดดสู่
ความเป็นผู้นำบนเวทีโลก ในยามที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง แล้วถ่ายเทความมั่นคง
มั่งคั่งไปสู่ประชาชนรากหญ้า อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์
ชาติไทย เป็นการยากที่ท่านนายกฯทักษิณ ในฐานะคนที่ยังมีสติสมประกอบ
จะเชื่อได้ว่าชนชั้นที่น่าจะมีปัญญาความรู้ สามารถเป็นชนชั้นที่ทรยศหักหลัง
กลับกลอก ขี้อิจฉาริษยาอย่างไร้เหตุผล ไร้เกียรติยศ ไร้ศักดิ์ศรีโดยสิ้นเชิง
และเป็นการยากที่จะเชื่อได้ว่า ชนชั้นซึ่งมีส่วนได้เสียกับเศรษฐกิจมากที่สุด
กลับเลือกที่จะฆ่าตัวตายด้วยการสนับสนุนรัฐประหารบ้านเมืองตนเอง

แต่สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549
และแน่นอนว่า รัฐบาลของดร.ทักษิณ ไม่ได้สู้กับคนธรรมดา

แต่สู้กับคนบ้า..ทั้งบ้า ทั้งโง่อย่างเหนือสามัญสำนึก

สงครามกับคนบ้าและโง่ ยากที่จะประมาณการณ์อะไรได้
เพราะคนบ้าไม่มีเหตุผล ยิ่งบ้าแล้วโง่ด้วยยิ่งไปกันใหญ่ การมองคนบ้าและโง่
ให้ทะลุนั้นก็ยากพอกัน เพราะคนแบบนี้อาจเป็นคนเรียนเก่ง คิดเลขเก่ง อาจ
แสดงตนเป็นคนเคร่งศีลธรรม ซึ่งในระบบการศึกษาของไทย เน้นการท่องจำ
คนที่ได้ชื่อว่า "เรียนเก่ง" ในสังคมอมาตยา จึงเป็นคนที่ "ท่องจำเก่ง" แต่ไม่ได้
หมายความว่าเป็นคนมี "ความคิด"

ความโง่..ที่กล่าวถึงนี้มิใช่อาการของสมองทึบ แต่เป็นความโง่ที่เกิดจากอคติ
ความอิจฉาริษยา ดื้อรั้นดันทุรัง หลงตัวเอง และขาดพัฒนาการทางปัญญา
คือไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปของโลกได้ แต่เมื่อเห็นคนอื่นสามารถก้าวไป
ข้างหน้า และดูว่ามีอนาคตที่ดีกว่า คนโง่ด้วยอคติเหล่านี้จะเกิดอาการทนไม่ได้
กลายเป็นความโกรธแค้นชิงชัง เพราะตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำไมคนอื่นจึงมีความสุข
และเจริญก้าวหน้าได้ อยากเป็นอย่างเขาบ้างก็ทำไม่ได้ เพราะเกินปัญญาตน
แล้วที่น่าเวทนาก็คือ พวกขี้อิจฉาเหล่านี้มิใช่คนยากไร้ แต่เป็นคนมีฐานะ ทั้ง
ฐานะทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ แต่กลับขาดธรรมะในจิตใจอย่างรุนแรง

ดังที่ท่านนายกฯสมัคร สุนทรเวชเคยกล่าวไว้บนเวทีปราศรัยพรรคพลังประชาชน
ว่า “ความอิจฉาทำให้เสื่อม” ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย
ว่าปัญหาบ้านเมือง ที่เรื้อรังบานปลายมาตั้งแต่ปี 2548 – 49 ..เรื่อยมามิรู้จบสิ้น
ถึงปัจจุบันนั้น เริ่มจาก..ความอิจฉาริษยาเป็นส่วนตัวของคนกลุ่มเล็กกลุ่มเดียว

ความอิจฉานำสู่ความโกรธ เมื่อโกรธแล้วก็พาลพะโลพะเลโทษคนอื่น
เที่ยวให้ร้ายผู้อื่น.. แต่การโกหกใส่ร้ายผู้อื่นนั้น จำต้องแต่งเรื่องจากจินตนาการ

แล้วจินตนาการของคนเรามาจากไหน จินตนาการก็มาจากประสบการณ์ของ
คนคนนั้น นี่เป็นหลักทั่วไปในงานศิลปะ ดังนั้นเรื่องโกหกที่อมาตยาขี้อิจฉาเที่ยว
ป้ายสีผู้อื่น นั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาคิด คือสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั่นเอง ดังนั้นจึงมิต้อง
แปลกใจเลยว่า ข้อกล่าวหาทุกอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรฯ โยนให้ ดร.ทักษิณนั้น
ก็คือสิ่งที่พวกพันธมิตรฯปฏิบัติอยู่เป็นเวลานาน เช่นไม่จงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุด
ซึ่งถ้าใครรู้จักนักเขียน ศิลปิน นักวิชาการในฟากพันธมิตรฯ ก็จะรู้ว่าโดยส่วนตัว
แล้วคนเหล่านี้มีความคิดต่อสถาบันเบื้องสูงอย่างไร
เมื่อครั้งฝ่ายอมาตยาประนาม
สิ่งที่เรียกว่า"ทุนสามานย์" เราก็ยังงุนงงว่ามันคืออะไร แต่เมื่ออมายาอธิบายถึง
ทุนสามานย์ พวกเราก็ยิ่งสงสัยว่า พวกเขาด่าตัวเองทำไม ?? แต่เมื่อย้อนกลับมา
คิดได้ว่า"จินตนาการก็มาจากประสบการณ์ของตัวเอง"

นี่สามารถอธิบายตัวตนพวกอมาตยาได้ดี

ศักดินาแท้ๆในเมืองไทยนั้นเหลือน้อยคน และลูกหลานศักดินามากกว่าครึ่ง
ก็ได้ยืนอยู่ข้างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยมานานแล้ว..ตั้งแต่ต้น ที่เหลืออยู่
ยิ่งไม่มากและใกล้สูญพันธุ์ไปเอง

แต่ที่อันตรายทุกวันนี้ คือพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง

พวกนี้เป็นไพร่ ประเภทไพร่ตะกายฟ้า..
และพวกนี้คือผู้สถาปนาระบอบอมาตยาธิปไตยขึ้นมา จะเรียกว่าเป็นระบอบ
อมาตยาธิปไตยใหม่
ก็ได้ เหมือนเศรษฐีใหม่ ผู้ดีใหม่(ไฮซ้อ) พวกปฏิกิริยา
ชนชั้นกลางที่สามารถตะกายขึ้นไปสู่ลำดับชั้นทางสังคม แล้วก็อุปโลกน์ตนเองเป็น
ชนชั้นสูง แบ่งปันผลประโยชน์กับกลุ่มข้าราชการ รวมกันเป็นอมาตยาสามานย์ดัง
ที่พวกเรารู้จักกันดีในปัจจุบัน ส่วนพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่ยังแป้กอยู่ที่เดิม ใน
ระหว่างความพยายามตะกายฟ้า ก็เป็นแนวร่วมอมาตยาไปพลางๆ และคนพวกนี้
เมื่อสมสู่กันเองในที่แคบๆเป็นเวลานาน ก็จะมีสภาพจิตเหมือนๆกัน

หลายครั้งที่แยกไม่ออก จนกว่าจะแสดงความโง่และความบ้าให้ประจักษ์

คนโง่แล้วบ้าไม่ได้มีแค่เมืองไทยวันนี้ แต่เป็นเชื้อโรคร้ายทางพันธุกรรมของ
มนุษยชาติ ..และเคยสร้างความหายนะระดับโลกมาแล้ว

ในสงครามโลกครั้งที่สอง
คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึงว่าฮิตเลอร์จะเปิดสงครามกับรัสเซีย สตาลินก็คาดไม่ถึง
แม้แต่คนในพรรคนาซีเอง..ส่วนใหญ่ก็คาดไม่ถึง เพราะมันไม่มีเหตุผลอันควร
เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงและไร้ประโยชน์ ..ในเมื่อเยอรมันกับรัสเซียก็มีสัญญาร่วมมือ
ทางทหารกันอยู่ มีสันติภาพที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษ

รัสเซียไม่ใช่ที่รักของชาติตะวันตก ทั้งอังกฤษ - อเมริกาก็มองรัสเซียเป็นศัตรู
แล้วเยอรมันจะทำสงครามกับรัสเซียเพื่ออะไร ..แม้อ้างเหตุผลได้ยาวเป็นเล่มๆ
แต่ก็ฟังไม่ขึ้นสักข้อเดียว ..คือไม่คุ้มกับความเสียหายสักนิด เปรียบเทียบกับการ
ที่ญี่ปุ่นต้องโดดเข้าสงครามกับสหรัฐอเมริกานั้น ก็ยังมีเหตุจำเป็นทางเศรษฐกิจ
เป็นแรงขับเคลื่อน

แต่ฮิตเลอร์ฟาดฟันกับสตาลิน..เป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ

สำหรับในประเทศไทย คงไม่ต้องบรรยายซํ้าว่ารัฐประหารสร้างความหายนะกับ
บ้านเมือง หรือเศรษฐกิจอย่างไร และคนที่ต้องรับผลกระทบจากความเสียหายนี้
โดยตรง--ก็คือชนชั้นกลางในเมือง

แต่แน่นอนอีกเช่นกัน คนพวกนี้เป็นคนประเภทไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว
ขี้ขลาดตาขาว..และขี้โวยวาย เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว สันดานก็ไม่ดี
ชอบดูถูกคนอื่นที่ไม่เหมือนตนเอง ทั้งที่กำพืดมันก็ไม่ได้สูงส่งมาจากไหน หลาย
คนก็ยังมีพ่อแม่ที่พูดภาษาไทยไม่ชัด คนพวกนี้เป็นประเภทเดียวกับที่กองทัพพม่า
จับมัดแล้วลากไปเป็นทาส ปัจจุบันในยามสงบ..ก็ขี้โม้ตามวงเหล้า พอทหารขับ
รถถังเข้าเมืองก็หดหัวหายไปเป็นปี บางคนยังเอาดอกไม้ไปให้เขาเสียอีก

แต่จะปล่อยให้บ้านเมืองล่มจมไปตามประสงค์คณะรัฐประหาร ??
จะปล่อยให้กลุ่มคนบ้าคนโง่ยํ่ายีแผ่นดินเกิดของเรา..?? ก็ไม่ได้อีก

ในที่สุดภาระกอบกู้บ้านเมือง จึงต้องตกเป็นของประชาชนธรรมดา

อันนำสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน
สงครามระหว่างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยกับระบอบอมาตยาธิปไตย
สู้กันมาตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 จนทุกวันนี้ ผ่าเข้าพฤษภาคม 2551 แล้ว
สงครามก็ยังดำเนินต่อไป..ดุเดือดขึ้นทุกวัน ชนชั้นกลางในกรุงเทพก็สันดาน
เสียเหมือนเดิม..คือมือไม่พายเอาตีนรานํ้า เป็นกลุ่มคนที่ไร้ประโยชน์ที่สุดใน
แผ่นดินไทย

วันนี้อมาตยาเล่นแรง..คิดถึงขนาดจะรัฐประหารซํ้าอีกครั้ง ถึงขนาดฝึกซ้อมการ
จับกุม ล่าสังหาร เข่นฆ่าประชาชน วางแผนสร้างสถานการณ์เลวร้ายเพื่อปูทาง
ไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผน..หรือที่หลายคนเรียกว่าโมเดล 2519
คือเอาเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นแบบ -- ถ้าเป็นไปตามนั้น
อมาตยาก็ต้องปิดประเทศ..เพราะไม่มีใครคบ ถึงมีคนคบด้วย..เขาก็จะคบอย่าง
เอาเปรียบสุดๆ เหมือนที่พลเอกสุรยุทธ์เคยเจอมื่อปี 2549-50

แล้วถ้าปิดประเทศจริงๆ พวกนายทุนฝ่ายอมาตยา..หรือกลุ่มทุนสามานย์ตัวจริง
เขาคิดว่าพวกเขาไม่เดือดร้อน เพราะทำธุรกิจผูกขาด ผูกขาดกันอยู่ไม่กี่ตระกูล
พวกนี้เชื่อว่าคนไทย 60 ล้านคนนั้น เพียงพอให้พวกเขาขูดรีดต่อไปได้อีกนาน

ก็ว่ากันไป..ทีนี้ ดูหน้าแนวร่วมอมาตยาแต่ละตัว

ชนชั้นกลางในเมือง..ถามจริงๆเถอะว่าคนพวกนี้จะทนอยู่กับสภาพชีวิตของการ
ปิดประเทศได้หรือไม่
จะมีไหมงานโฆษณาต่างๆ ..จะมีให้ทำได้อีกกี่เดือน ..จะมี
อะไรให้ช้อปปิ้งกันอีกหรือไม่ จะมีโอกาสใส่เสื้อผ้าแฟชั่นกันอีกหรือเปล่า ..??
ถึงวันนั้นจำลอง ศรีเมือง กับ ประเวศ วะสี เขาคงอนุญาตพวกเธอหรอกนะ..
วิถีชีวิตชนชั้นกลางในเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างหักมุม..และรุนแรงที่สุด นับถอย
หลังไปได้เลยสำหรับคนกรุงเทพ หากอมาตยาได้ชัยชนะ

ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไม่เดือดร้อนเรื่องนี้ เพราะปกติก็ลากรองเท้าแตะ
กันอยู่แล้ว และถึงตอนนั้น..ถ้าไม่ตาย-ก็คงกลายเป็นกองโจรกู้ชาติ เผ่นหนี
รักษาชีวิตกันไปวันๆ คงไม่มีโอกาสเดินช้อปปิ้งที่ไหน

คนที่ต้องเดือดร้อนแสนสาหัส..ก็พวกลูกหลานชนชั้นกลางทั้งนั้น

สูตรสำเร็จง่ายๆ
รัฐประหาร/อมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = เศรษฐกิจล่ม = ไม่มีวิถีชีวิตสุขสบาย
รัฐประหาร/อมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = อมายากลุ่มเล็กๆเสพสุขผู้เดียว
รัฐประหาร/อมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = ไม่มีความบันเทิงสำหรับชนชั้นกลาง
รัฐประหาร/อมาตยาชนะ = สงครามกลางเมือง..ยืดเยื้อ คนตายนับล้าน

ถามจริงๆเถอะว่า พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางจะยอมรับหรือทนกับสภาพเช่นนี้
ได้หรือไม่ ..แต่อย่างว่า พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะคนเราไม่เปลี่ยนสันดานกัน
ง่ายๆ สมัยคมช. คนพวกนี้ก็เงียบเป็นสาก พอทหารกลับเข้ากรมกอง..ที่นี้บ่นกัน
ใหญ่ เรียกร้องกันใหญ่ ทำตัวเป็นส่วนเกินของสังคมตลอดเวลา

พูดกันตรงๆ ฝ่ายอมาตยาไม่ได้มีพลังมวลชนอะไรนักหนา
แต่ที่ยังมีฤทธิ์เดชอยู่ได้ ก็เพราะพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่โฉบไปโฉบมา ก่อให้เกิด
ภาพลวงในใจอมาตยา..ว่าตนยังมีมวลชนอยู่ ซึ่งก็มองข้ามไปอีกว่ามวลชนที่เดินอยู่
สยามพารากอน มันจะเอามาทำอะไรได้ ขณะที่มวลชนของฝ่ายประชาธิปไตยเคยมี
คนอย่างนวมทอง ไพรวัลย์ และยังคงมีคนประเภทที่คิดโยนส้มใส่รถถัง ขอให้ลองคิด
ดูว่า..เวลาเด็กผู้หญิงโยนส้มใส่รถถัง แล้วโดนทหารยิงตายกลางถนน..??

อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น ภาพข่าวที่ออกไปจะเป็นอย่างไร คือถ้ามีการรัฐประหาร
ในเร็ววัน รับรองว่าจะมีภาพเช่นนี้เกิดขึ้นแน่นอน รัฐประหารอีกครั้ง.. รับรองว่าจะได้
เห็นภาพ -- เด็กผู้หญิงโยนส้มใส่รถถัง แล้วโดนทหารยิงตายกลางถนน – แน่นอน

และทุกครั้งที่มีการบีบคั้นกดดันจากต่างประเทศ คนที่เดือดร้อนอันดับต้นๆ ก็คือ
พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองนี่เอง เพราะวิถีชีวิตคนพวกนี้ผูกติดอยู่กับระบบทุน
นิยมสมัยใหม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ..

และตรงนี้เองที่เป็นเรื่องตลกหักมุม

คือคนที่มีส่วนได้เสีย มีชีวิตผูกพันกับระบบเสรีทุนนิยมและระบอบประชาธิปไตย
มากที่สุด กลับไม่เคยคิดต่อสู้เพื่อปกป้องระบอบที่เอื้อความสุขให้ตนเอง ซํ้าร้าย
ยังหันไปยินดีกับระบอบเผด็จการอมาตยาธิปไตย..ร่วมสร้างระบอบซึ่งบั่นทอนและ
ทำลายวิถีชีวิตอันมีความสุขของตนเอง ร่วมสร้างและสนับสนุนระบอบที่คิดร้ายต่อ
ครอบครัวตนเอง ..แล้วยังตั้งตัวเป็นศัตรูกับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็น
ระบอบเดียวที่สามารถเอื้อความสุขสบายให้ตนและครอบครัว

จะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายพฤติกรรมเช่นนี้ ?

นอกเสียจากว่ามันเป็นคนโง่ ทั้งโง่และบ้า..เหนือสามัญสำนึกมนุษย์ธรรมดา
พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมือง คือคนบ้าโง่เง่าที่ไร้ประโยชน์อย่างที่สุด ??
นี่แหละ เขาถึงเรียกพวกมันว่า"ชนชั้นปรสิต"

มาถึงวันนี้ (พฤษภาคม 2551) คนพวกนี้ก็ยังไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น

เขาจะแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคการเมืองมีเสถียรภาพในการบริหารบ้านเมือง
และเพื่อกำจัดศัตรูของระบอบประชาธิปไตย ก็เพื่อให้พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางมัน
ได้มีชีวิตและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่านี้ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองก็ไม่เอาอีก!!

ตรงนี้ต้องขออนุญาตทับศัพท์ภาษาฝรั่งเศสสักหน่อย
"คือคนส้นตีนพวกนี้ โคตรพ่อโคตรแม่มึงจะเอาอะไร เห็นแก่ได้ฝ่ายเดียวจริงๆ"
ครับ ขอโทษที่ต้องทับศัพท์ฝรั่งเศส..แต่ความหมายมันเป็นเช่นนั้น

เวลาที่กล่าวถึงพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมือง ย่อมหมายรวมถึง
สื่อมวลชนด้วย
เพราะสื่อมวลชนไทยก็คือพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง
คนพวกนี้..เวลาทหารถือปืนคุมอยู่ในห้องทำงาน ก็บอกว่าสื่อมีเสรีภาพมากขึ้น
แต่เวลาที่มันอยู่ลำพัง จะเขียนโกหกพกลมอย่างไรก็ได้ มันบอกว่าถูกแทรกแซง

โอย..ตรรกะแบบนี้ คนบ้าชัดๆ

อีกกรณีหนึ่ง พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองชอบท่องคาถาว่า
“คนชนบทเลือกรัฐบาล คนกรุงเทพล้มรัฐบาล” ..นี่ก็ความคิดชั่วช้าเห็นแก่ตัว

คนที่คิดแบบนี้ได้ มันไม่ใช่คนไทยอีกแล้ว แต่เป็นศัตรูของประชาชนไทยทั้งหมด
หากพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองมีความคิดเช่นนี้ ก็ไม่ควรมองว่าคนเหล่านี้
เป็นคนไทยอีกต่อไป ดังนั้นหากจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในอนาคต ก็ไม่ใช่
คนไทยรบกับคนไทย เพราะพวกนี้ไม่ใช่ประชาชนไทย

มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า..
บางที การที่เราไม่เข้าใจตรรกะของพวกมัน มันอาจไม่ได้โง่และบ้าอย่างที่เราคิด
แต่เป็นเพราะมันไม่ใช่มนุษย์ อาจเป็นเอเลี่ยนจากต่างดาว จึงมีตรรกะที่ต่างออกไป
ก็ฟังไว้เล่นๆ ขำๆนะครับ อย่าไปจดจำข้อความนี้..เพราะมันเป็นกระบวนคิดที่เรียก
ว่า dehumanization ซึ่งเขาใช้กันในยามศึกสงคราม ประเภทสงครามกลางเมือง
ไม่ดีครับ ไม่ดี ..เพราะเวลาที่เราคิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คน เราสามารถกระทำต่อเขา
อย่างไร้ความเมตตา ..คือจริงๆพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง มันก็มองพวกเราแบบนี้
คือมันคิดว่าใครที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย รวมทั้งคนเหนือคนอีสานไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว
ไม่เชื่อลองย้อนกลับไปฟังคำพูดของพวกอมาตยา อย่างอานันท์ ประเวศ ธีรยุทธ์
หรือพวกคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ไทยทั้งหลาย สื่อกระแสหลักเขามองประชาชนเป็น
วัวเป็นควาย และไม่ช่คนมานานแล้ว

แต่เราไม่ลงไปเล่นในระดับนั้น เพราะเราอยู่ฝ่ายธรรมะ..เราอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย
วินาทีนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะใช้กระบวนคิดเช่นนี้..

ก็ให้สรุปง่ายๆสั้นๆว่าศัตรูของเราเป็นคน แต่เป็นคนที่ทั้งโง่และบ้า (สุดขีด)
ดังนั้น อย่าประมาท อย่าเอาตรรกะมนุษย์แบบเราท่านเป็นมาตรฐานอย่างเดียว
ต้องมองความเป็นไปได้แบบสุดขั้วไว้ด้วย นายกฯทักษิณเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่เชื่อ
ทฤษฎีมองโลกอย่างสุดขั้ว แล้วเป็นอย่างไรครับ..โดนรัฐประหารทันที

ดังนั้น เมื่อพลโทประยุทธ์ จันโอชาพูดไว้ว่า "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด"
เชื่อเขาเถอะครับ เขาหมายความเช่นนั้นจริงๆ แล้วเขาจะทำจริงๆด้วย

ฝ่ายนั้นเขาอยู่เหนือเหตุผล เหนือสามัญสำนึกของมนุษย์ปกติ

“หยุ่น” มึงจงยก รางวัลศรีบูรพา ให้ “ประดาบ”ซะ

thai Media Scum

article from KILLER PRESS
รางวัลศรีบูรพา ที่แวดวงสื่อสารมวลชนไทย (ในอดีต) หื่นอยากจะได้กันนักหนา เพราะถือว่าเป็น
รางวัลอันทรงเกียรติภูมิ ของสื่อสารมวลชน ซึ่งตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ผู้ก่อ
ตั้งสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมีบทบาท กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ต่อสู้กับเผด็จการ
ศักดินา มหาอำมาตย์ทรราช มาตลอดทั้งชีวิต ต้องหลบลี้หนีตายหลายครั้ง จนต้อง ไปจบชีวิตยัง
ต่างแดน รางวัลนี้ควรมอบให้ แก่ผู้ที่มีบทบาท ต่อสู้กับเผด็จการศักดินามหาอำมาตย์ ถึงจะคู่ควร

จึงได้”โคตรงง”เป็นอันมาก เมื่อรางวัลปีนี้ กลับมอบให้ “หยุ่น” ซึ่งมันได้ แสดงออกอย่างชัดแจ้งว่า
เชียร์ทหารให้ยึดอำนาจ ยกย่องชมเชยการทำรัฐประหาร ซึ่งนั่นไม่ใช่เป็นความผิดของหยุ่น มันต้อง
ไปด่ากรรมการตาถั่ว ที่มันลงมติ มอบรางวัลนี้ให้ ซึ่งขี้เกียจจะไปค้นดูว่าพวกมันชื่อเสียงเรียงนาม
อะไรกันบ้าง เพราะมันเป็นเสนียดอัปมงคลชีวิต

หรือนี่อาจเป็นการเย้ยหยัน ถากถาง กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็ได้
เลยแกล้งมอบรางวัลให้หยุ่นซะเล่นๆ สนุกๆ เพราะชั่วโมงนี้ใครต่อต้านเผด็จการ
มันหาว่าเป็นสมุนทักษิณ กุหลาบก็คงเป็นสมุนทักษิณด้วย


ทางที่ดี ลูกหลาน ตระกูลสายประดิษฐ์ ควรแสดงอาการรู้ร้อนรู้หนาวอะไรออกมาบ้าง
มันเอาชื่อบรรพชน บุคคลดีเด่นของโลกมา –ยำ- เสียฉิบหายป่นปี้ อย่างนี้ ควรเลิกให้มันใช้ชื่อรางวัล
ศรีบูรพา ซะ เพราะมันหมดสิ้นแล้วซึ่งความขลัง

หยุ่นถ้า “เอ็ง” ยังจะพอมีจิตสำนึกหลงเหลืออยู่ ในกระหม่อมบางๆของเอ็ง บ้างควรมอบรางวัล
ศรีบูรพานี้ให้ “ประดาบ” cyber columnist แห่ง Hi Thaksin เสียบัดเดี๋ยวนี้
เอ็งไม่คู่ควรกับรางวัล
ระดับนี้หรอก เอ็งได้ไปก็ไม่มีความภูมิใจอะไร อายไอ้คุ่นมันเปล่าๆ เพราะ”ประดาบ”มีความเหมาะ
สมอย่างที่สุด เขาได้แสดงบทบาทสื่อสารมวลชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ยอมก้มหัว เป็นสุนัขรับใช้
พินอบพิเทา ปรนนิบัติพัดวีเผด็จการศักดินาทรราชเยี่ยงบุพการี เหมือนสื่ออัปรีย์ จัญไรอีกหลายๆตัว

Friday, May 9, 2008

เว็บคนไท เสรีชน ฟ้าใหม่ New Sky ถูกแฮค

news :

9 พฤษภาคม 2551 : เว็บคนไท พิทักษ์ประชาธิปไตยถูกสมุนอมาตยาแฮคไปเมื่อช่วงบ่าย
ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้กว่าครึ่งชั่วโมง ..ทางทีมงานของคนไท ได้ใช้ช่องทางสำรองและ
สามารถกลับมาถ่ายทอดสดเป็นปกติแล้วในขณะนี้ – ซึ่งหลายคน รวมทั้งทีมงานเว็บคนไท
คาดว่าเป็นการโจมตีโฮสในต่างประเทศ –

นาทีแรกอาจดูเหมือนฝรั่งมือบอน แต่ถึงวินาทีนี้ หลายฝ่ายมั่นใจว่า
เป็นฝีมือการก่อการร้ายทางอินเตอร์เนต เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม
ทางการเมืองของประชาชน – ประชาธิปไตย

จากนั้นในช่วงดึกของวันเดียวกัน เว็บเสรีชน และฟ้าใหม่ New Sky Thailand
ก็ถูกแฮคไปเช่นกัน ด้านเสรีชนนั้น ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงในการแก้ไข และกลับมาใช้
งานได้อีกครั้ง ส่วน ฟ้าใหม่ New Sky Thailand ยังเข้าไม่ได้ (เวลา 0.15 น. / 10 พฤษภา)

การขโมยข้อมูลทางสื่ออิเลคโทรนิค และการสร้างความเสียหายต่อคอมพิวเตอร์ผู้อื่นนั้นมี
ความผิดอาญา ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ ซึ่ง สนช. หรือสภา คมช. เป็นผู้ออกกฎหมายนี้เอง
ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่า พวกอมาตยาธิปไตยนั้น นิยมอ้างกฎหมายเพื่อบังคับผู้อื่น แต่ตนเอง
กลับทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย
และจะทำระยำอะไรกับประชาชนไทยย่อมได้ทั้งนั้น นั่นเป็น
แนวคิดของอมาตยาธิปไตย นับแต่การชุมนุมของพันธมิตรฯ ในปี 2549 / 2551 การนำเอา
ธงชาติไทยมาตัดใส่เป็นชุดเกาะอกวาบหวิว แล้วเดินโชว์ปลุกใจผู้ชายที่มาร่วมเดินขบวน
พวกนี้ก็ทำมาแล้ว และไม่มีใครว่าอะไรเสียด้วย ในเมื่อสื่อมวลชนในประเทศนี้ดันเป็นหนึ่ง
ในแกนนำอมาตยาเสียเอง

เหตุการณ์วันนี้ เป็นเพียงอีกตัวอย่างหนึ่ง ของกลุ่มอิทธิพลเหนือกฎหมาย ที่กระทำย่ำยี
ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยมาตลอดนับแต่การรัฐประหาร
จนทุกวันนี้ยังไม่หยุดยั้ง ดังจะ
สังเกตได้ว่าระยะนี้ มีกลุ่มบุคคลปฏิบัติการทางอินเตอร์เนต ในลักษณะเดียวกับพวก 2.4 เมื่อ
ปีก่อน ขณะนี้มีข่าวว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้รับทุนก้อนใหญ่จากผู้บงการคนเดิม ..กลับมา
ปฏิบัติการก่อการร้ายทางอินเตอร์เนต เป็นการฝึกซ้อมมือ เพื่อรอการรัฐประหารครั้งใหม่ และ
อยู่ในแผนไล่ล่า กวาดล้าง สังหารประชาชนหลังการรัฐประหารเสร็จสิ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีการยืนยันเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ดูจากสภาพจิต
ที่ผ่านมาของอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ย่อมเชื่อไว้ก่อนได้ว่า..มีความเป็นไปได้สูง
อีกประการหนึ่ง ไม่มีใครสามารถยืนยันข่าวประเภทนี้ได้อยู่แล้ว ..ทางกระทรวง ICT นั้น คงไม่
ต้องไปคาดหวังอะไรจากเขา เพราะดูเหมือนจะถนัดการไล่เปิดดู-แล้วปิดเว็บโป๊เท่านั้น หรือไม่
ก็ไล่บี้เอากับเว็บเป้านิ่งเดิมๆ เช่น ฟ้าเดียวกัน ประชาไท..

ช่วงนี้ ขอให้ประชาชนระมัดระวังเป็นพิเศษ
แม้แต่ในบล็อกของเด็กนักศึกษา - วัยรุ่น ก็เริ่มมีการโพสข้อความแปลกๆ ในลักษณะยั่วยุ
ที่ไม่ต่างจากสมัยที่พันธมิตรฯขับไล่รัฐบาลดร.ทักษิณ..

ศัตรูเปิดแนวรบทุกด้านแล้ว..

Sunday, May 4, 2008

จักรพรรดิฮิโรฮิโต..ผู้ไม่เคยทรยศประชาชน

article : SIAM Freedom Fight

องค์มหาจักรพรรดิฮิโรฮิโต..แห่งประเทศญี่ปุ่น
สมมุติเทพผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
ความยิ่งใหญ่ของพระองค์นั้น มิใช่การนำกองทัพอันเกรียงไกร มิใช่การมีผู้คนกราบไหว้บูชา
อย่างปราศจากความหมาย แต่ความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิฮิโรฮิโต..คือความเสียสละตนเอง
ในยามที่บ้านเมืองต้องการมากที่สุด การยอมเสี่ยงชีวิตตนเอง ..ยอมเสียสละแม้แต่สถาบัน
สมมุติเทพที่สืบเนื่องยาวนานหลายศตวรรษ เพื่อรักษาชีวิตประชาชน..

นี่คือสมมุติเทพ..ผู้ไม่เคยทรยศประชาชน

เราลองย้อนดูประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกันสักเล็กน้อย
นับแต่โบราณกาล ตำแหน่งจักรพรรดิญี่ปุ่นนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง
อาจมีช่วงสั้นๆในสมัยเมจิ ที่องค์จักรพรรดิมีบทบาทในการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ..
แต่หลังจากนั้นก็กลับสู่สภาพเดิม และอาจจะแย่กว่าเดิมด้วยซํ้า -- เพราะหลังจากสมัยเมจิ
กลุ่มอมาตยาธิปไตยญี่ปุ่น--โดยเผด็จการทหาร มักจะแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงเพื่อผลประโยชน์
ทางการเมืองของตน

ใช้เป็นข้ออ้างก่อรัฐประหาร..ครั้งแล้วครั้งเล่า
ใช้กำจัดคู่แข่ง - ศัตรูทางการเมือง ..ใช้กดขี่ข่มเหงประชาชน
และท้ายที่สุดก็แอบอ้างสถาบันเพื่อก่อสงครามครั้งใหญ่กับสหรัฐอเมริกา

นั่นคือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

และเมื่อสงครามที่ทหารญี่ปุ่นเริ่มก่อไว้นั้น เดินมาถึงจุดหายนะ
ความพ่ายแพ้ปรากฏทุกแนวรบ ทางฝ่ายสัมพันธมิตร..คืออังกฤษ อเมริกา ต่างก็มีธงไว้ล่วงหน้า
แล้วว่า--จะต้องแขวนคอจักรพรรดิฮิโรฮิโตและนายพลโตโจ

เมื่อใกล้สูญเสียเกาะโอกินาว่า กองทัพญี่ปุ่นเตรียมสู้รบบนแผ่นดินตนเอง
มีการเตรียมกองทัพชาวบ้าน เด็กผู้หญิง คนชราล้วนฝึกอาวุธเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิด
พวกฮาร์ดคอร์ในกองทัพเตรียมสู้จนกว่า..ประชาชนทุกคนจะตายหมดทั้งประเทศ

แต่พวกที่ยังมีสติ..คือรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี คันตาโร ซูซูกิ
มองว่านี่เป็นความตายที่เปล่าประโยชน์ และพยายามติดต่อขอสงบศึกกับสหรัฐอเมริกาหลายครั้ง
แต่มีเงื่อนไขว่าฝ่ายสัมพันธมิตรจะต้องไม่นำองค์จักรพรรดิขึ้นศาลอาชญากรสงคราม –
กระทรวงต่างประเทศสหรัฐปฏิเสธเงื่อนไขญี่ปุ่น และยืนยันว่าญี่ปุ่นต้องยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข
เท่านั้น


มาถึงตรงนี้..การศึกษาในระบบของไทยมักทำให้พวกเราเข้าใจไขว้เขวไป
ว่าญี่ปุ่นยอมแพ้เพราะถูกระเบิดนิวเคลียร์ และมองข้ามเหตุการณ์สำคัญอีกมากมาย
ระเบิดนิวเคลียร์..ในเวลานั้นมีผลน้อยมาก ทั้งทางจิตวิทยาและทางยุทธศาสตร์

ประการแรกคือ..ไม่มีใครในตอนนั้นเข้าใจผลข้างเคียงอันร้ายแรงของกัมมันตภาพรังสีที่ตกค้าง –
ญี่ปุ่นไม่รู้ ทหารอเมริกันก็ไม่รู้.. ฝ่ายอเมริกันยังวางแผนยกพลขึ้นบกในบริเวณที่ตัวเองทิ้งระเบิด
นิวเคลียร์ด้วยซํ้า (ก็เพราะไม่รู้ว่ามันอันตรายแค่ไหน) ส่วนญี่ปุ่นนั้น ก็เพียงรับรู้ว่ามีระเบิดแบบ
ใหม่ แต่ไม่มีผลทางใจอย่างใด เพราะในตอนนั้น โตเกียวถูกระเบิดนาปาล์มของอเมริกันทุกวี่ทุกวัน
นับจำนวนคนตาย เทียบความเสียหายแล้ว..ระเบิดนาปาล์มน่ากลัวกว่าหลายเท่าในความทรงจำ
ของชาวญี่ปุ่นยุคนั้น

ดังนั้น แค่นิวเคลียร์สองลูก..ญี่ปุ่นไม่กลัว
แต่ที่รัฐบาลญี่ปุ่นกังวลคือ กองทัพรัสเซีย..ที่เพิ่งเสร็จศึกกับเยอรมัน
และกำลังหันปืนมาทางญี่ปุ่น รัสเซียเคลื่อนพลเข้าสู่แมนจูเรีย..และใกล้ญี่ปุ่น
เข้ามาเรื่อยๆ ใกล้เข้ามาทุกวัน

ยุทธศาสตร์ของการใช้เด็กผู้หญิงและคนชราเข้าฟาดฟันทหารอเมริกัน
ก็ใช้ได้กับทหารอเมริกันเท่านั้น เพราะภาพเหล่านี้จะสร้างความสยดสยองแก่คนอเมริกัน
ซึ่งอาจเปลี่ยนใจประชาชนอเมริกันให้หันมาเรียกร้องการยุติสงครามก็เป็นได้
ญี่ปุ่นหวังให้เกิดปฏิกิริยาเช่นนี้ ..

แต่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น -- วิธีการแบบนี้ใช้ได้กับคนอเมริกันเท่านั้น
และไม่มีทางใช้ได้กับรัสเซีย ซึ่งเป็นกองทัพมีชื่อเสียงเรื่องความโหดอำมหิต
ขืนส่งเด็กผู้หญิงและคนชราไปสู้กับรัสเซีย มีหวังถูกฆ่าทิ้งอย่างสนุกสนาน

รัฐบาลญี่ปุ่นไม่มีทางเลือก นอกจากต้องรีบยอมแพ้กับอเมริกัน..ก่อนที่รัสเซียจะมาถึง

วันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1945
นายกรัฐมนตรีคันตาโร ซูซูกิ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมประชุมปรึกษากับองค์จักรพรรดิ
เห็นร่วมกันว่า..ญี่ปุ่นจะขอยอมแพ้โดยปราศจากเงื่อนไข

และนี่คือความกล้าหาญ ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ขององค์จักรพรรดิ

พระองค์ทรงทราบดีว่า -- ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการแขวนคอพระองค์
ทรงทราบดีว่า -- นี่อาจเป็นจุดจบของระบอบสมมุติเทพในญี่ปุ่น
ทรงทราบดีว่า – พวกกลุ่มทหารหัวรุนแรงในกองทัพ ที่ชอบแอบอ้างสถาบันอยู่เสมอนั้น
ย่อมไม่พอใจอย่างรุนแรง..และอาจนำสู่การรัฐประหารในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า..
ทรงทราบดีว่า -- อย่างไร..ในวินาทีนี้ชีวิตของพระองค์และครอบครัวอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง
ทั้งจากฝ่ายสัมพันธมิตร และจากทหารของพระองค์เอง –
แต่องค์จักรพรรดิเลือกตัดสินใจยอมแพ้ เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนในประเทศ

ซึ่งจะว่าไปแล้ว สงครามนี้ก็เริ่มจากพวกเผด็จการทหารญี่ปุ่น
ไม่ได้เกี่ยวกับองค์จักรพรรดิเลยสักนิด แต่เมื่อทหารมักแอบอ้างสถาบันอยู่เสมอ
องค์จักรพรรดิจึงต้องออกมารับผิดชอบด้วยตนเอง ไม่อาจปัดความรับผิดชอบให้ผู้อื่น

คืนวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1945
องค์จักรพรรดิบันทึกเสียงการประกาศยุติสู้รบ และยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไข
เทปบันทึกเสียงทำไว้สองชุด เพื่อเตรียมออกอากาศในตอนเที่ยงของวันที่ 15

เวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945
หน่วยทหารรักษาพระองค์ นำโดยพันตรี เคนจิ ฮาทานากะ พร้อมกำลังพลกว่า1000 นาย
ก่อการรัฐประหาร..เข้าปิดล้อมพระราชวัง สังหารนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมร่วมมือด้วย ..
พลโท ทาเคชิ โมริ หัวหน้าทหารรักษาพระองค์ปฏิเสธที่จะร่วมมือกับคณะรัฐประหาร
และยอมสละชีวิตตนเอง -- พลโทโมริถูกฮาทานากะยิงทิ้งในห้องทำงาน

เป้าประสงค์ของพันตรีฮาทานากะคือ ค้นหา - ทำลายเทปบันทึกเสียงขององค์จักรพรรดิ
แต่โชคดีที่ทหารของฮาทานากะไม่สามารถหาเทปนั้นเจอ
(ข้าราชการสำนักพระราชวัง โยชิฮิโร โตกูกาว่า เป็นผู้ซ่อนเทปไว้) ..

เมื่อหาเทปไม่เจอ พรรคพวกฮาทานากะจึงเขียนคำประกาศขึ้นมาเอง เรียกร้องให้คนญี่ปุ่นทุกคน
สู้กับศัตรูจนตัวตาย พวกเขาสั่งให้เจ้าหน้าที่สถานี NHK อ่านคำประกาศนั้น แต่เจ้าหน้าที่สังหรณ์
ใจว่าคำประกาศดังกล่าวไม่น่าจะใช่ขององค์จักรพรรดิ จึงพยายามหาเหตุอ้างโน่นอ้างนี่ บอกว่า
ไฟฟ้าดับ..ต้องรออีกหลายชั่วโมงกว่าจะออกอากาศได้

การก่อรัฐประหารล้มเหลวเมื่อรุ่งสาง
กองทัพภาคตะวันออกไม่ยอมเข้าร่วมขบวนการ และบังคับให้ฮาทานากะยอมแพ้
ท้ายที่สุด..เทปบันทึกเสียงองค์จักรพรรดิ
ก็ได้ออกอากาศในตอนเที่ยงวันที่ 15 สิงหาคม เป็นอันยุติสงครามอันยาวนาน

เมื่อกองทัพอเมริกันเข้ายึดครองญี่ปุ่น
มีเสียงเรียกร้องจากคนอเมริกัน..ให้นำองค์จักรพรรดิฮิโรฮิโตขึ้นศาลอาชญากรสงคราม
นายพลดักลาส แมคอาเธอร์..แม่ทัพภาคแปซิฟิค ปฏิเสธชนิดหัวชนฝา และประกาศว่า
หากคิดนำจักรพรรดิญี่ปุ่นขึ้นศาล อเมริกาจะต้องส่งกำลังทหารเข้ามาเพิ่ม..อีกหนึ่งล้านคน
เมื่อแม่ทัพอเมริกันพูดแบบนี้ ฝ่ายการเมืองในสหรัฐก็ต้องยอมรับฟังเหมือนกัน

ไม่มีใครแตะต้องจักรพรรดิฮิโรฮิโต..

บรรดาแม่ทัพนายกองระดับสูงของอเมริกัน ก็ให้ความเคารพยกย่ององค์จักรพรรดิญี่ปุ่น
เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนที่เคยสู้รบกับญี่ปุ่นมาอย่างโชกโชน พวกนี้จะเกิดอาการปลื้มญี่ปุ่น
เอามากๆในช่วงหลังสงคราม และเป็นตัวตั้งตัวตีในการฟื้นฟูกองทัพญี่ปุ่น (จนปัจจุบันญี่ปุ่นมี
ศักยภาพทางทหารเหนือกว่าสมัยสงครามโลกครั้งสองหลายต่อหลายเท่า)

องค์จักรพรรดิฮิโรฮิโต ตัดสินใจยอมแพ้ฝ่ายสัมพันธมิตรในห้วงเวลาที่ไม่มีหลักประกันใดต่อ
ความปลอดภัยของพระองค์เอง อาจถูกจับแขวนคอโดยสัมพันธมิตร อาจถูกสังหารด้วยนํ้ามือ
ทหารรักษาพระองค์ ราชวงศ์อาจล่มสลายในพริบตา ..ไม่มีหลักประกันอะไรเลยสำหรับองค์
จักรพรรดิฮิโรฮิโต ข้างฝ่ายข้าศึกก็ประกาศปาวๆทุกวี่ทุกวันว่าต้องประหารองค์จักรพรรดิ ..

แต่หลักประกันเดียว—ที่สำคัญที่สุด
คือหลักประกันว่า การยอมแพ้ของพระองค์ จะรักษาชีวิตประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมากมาย
และนี่คือความเสียสละอันแท้จริงของสมมุติเทพ

สมมุติเทพต้องยอมตายเพื่อประชาชน มิใช่ให้ประชาชนมาตายแทน
องค์จักรพรรดิฮิโรฮิโตคือจักรพรรดิผู้มิเคยทรยศประชาชน

นี่คือสิ่งที่ชาวโลกผู้เจริญแล้วให้ความเคารพยกย่อง องค์จักรพรรดิฮิโรฮิโตมิเคยลงมาวุ่นวายกับ
การเมือง สมมุติเทพเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็กลับไปอยู่ยังที่ของตนเอง และนี่คือสิ่งที่ทำให้สมมุติเทพ
ในญี่ปุ่นสามารถยืนยงอย่างมีเกียรติ์ในประชาคมโลกเสมอมา แม้แต่คนที่เคยเป็นคู่สงครามก็ยัง
หันมายกย่องนับถือ ..สมมุติเทพอยู่ได้ด้วยความรักจากประชาชน และสูญสลายเมื่อความรักนั้น
มลายหายไป ..สมมุติเทพที่คิดทรยศประชาชน..ก็มีเนปาลเป็นตัวอย่างให้เห็น

ประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ในหมู่นักวิชาการตะวันตกจำนวนไม่น้อย
มิได้มองว่าองค์จักรพรรดิฮิโรฮิโตเป็นสมมุติเทพผู้แพ้สงคราม แต่กลับมองว่าพระองค์คือผู้เสียสละ
เพื่อยุติสงคราม เพื่อประชาชนของพระองค์

องค์จักรพรรดิ์ฮิโรฮิโต..แห่งญี่ปุ่น
สมมุติเทพผู้